-คนลิขิตกรรม-กรรมลิขิตคน 1

คนลิขิตกรรม-กรรมลิขิตคน

          คำว่า “กรรม” แปลตรงตัวว่า “กิริยาอาการ หรือการกระทำ” เป็นความหมายกลางๆ ไม่ดี ไม่ร้าย ไม่ส่งผลทั้งทางบวกและลบใดๆ ทั้งสิ้น แต่อาการหรือกิริยาที่แสดงหรือทำลงไปนั้น จะเป็นตัวบ่งบอกและตัดสินว่าการกระทำนั้นผิดหรือถูก ดีหรือเลว “การกระทำถูก กระทำดี เรียกว่ากรรมดี (บุญ) กุศลกรรม”

          “การกระทำผิด กระทำเลว เรียกว่า กรรมชั่ว (บาป) อกุศลกรรม”

      คำว่า “กัมมะ” หรือการกระทำอันเรียกว่า “กรรม” หรือกรรมชั่ว คือ บาปนี้ ก็จะจำแนกออกอีกเป็น 2 นัยใหญ่ๆ คือ กรรมอันมีเจ้ากรรมนายเวร 1 และ กรรมอันไม่มีเจ้ากรรมนายเวรอีก 1

        กรรมอันมีเจ้ากรรมนายเวร

        มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมายอันเกิดมาบนโลกนี้ ล้วนเคยได้เวียนเกิดเวียนตายกันมาแล้วทั้งสิ้น นับภพนับชาติไม่ถ้วน  (อันเป็นความเชื่อและความศรัทธาที่ถูกต้อง) 

          การกระทำทั้งฝ่ายดี (บุญ) และฝ่ายชั่ว (บาป) ซับซ้อนสะสมมาหลายภพหลายชาติ จวบจนชาติปัจจุบัน ทุกวันนี้ “กรรม” ที่ผ่านมาในหลายภพหลายชาตินั้น เรียกว่า กรรมเก่า คือ “อดีตกรรม” ส่วนกรรมอันเราได้กระทำชาตินี้คือ ตั้งแต่เราลืมตาดูโลกมาจนถึงอายุปัจจุบันเรียกว่า “กรรมใหม่” หรือ “ปัจจุบันกรรม” และกรรมอันเราจักกระทำต่อไปในภายหน้า คือ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เรียกว่า “อนาคตกรรม” ต่อจากนี้ไปจะขอพูดถึงเพียงกรรมเก่าหรืออดีตกรรม เพียงอย่างเดียว

          เราท่านทั้งหลายส่วนใหญ่เป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ไม่ใช่ “อริยะ” ไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่มีองค์ฌาน หรือญาณหยั่งรู้ใดๆ จึงไม่อาจจะรู้ได้ว่าเรามีกรรมเช่นไร มากน้อยหรือหนักเบาแค่ไหนในอดีตชาติ ที่คอยติดตามและส่งผลแก่เราในปัจจุบัน

          เราอาจเคยได้กระทำกรรมอันล่วงเกิน ทำร้าย ทำลายสัตว์เดรัจฉาน นับแต่กุ้ง หอย ปู ปลา เป็ด ไก่ วัว ควาย และเดรัจฉานทั้งหลาย เราได้กระทำลงไปแล้ว ทำให้สัตว์เหล่านั้นเดือดร้อน เจ็บปวด ทุกข์ทรมานหรือสิ้นชีวิตลง “อันนี้เรียกว่ามีหนี้กรรมกับสัตว์เดรัจฉาน”

          กรรมอันได้ล่วงเกิน ทำร้าย ทำลาย หรือจาบจ้วงต่อมนุษย์ด้วยกัน ทั้งทางวาจาและการกระทำ เช่น การติฉินนินทา ดุด่า ว่าร้าย กลั่นแกล้ง ทำร้าย ทำลายให้เจ็บปวดทั้งกายและใจ หรือแม้กระทั่งการทำลายล้าง ทำให้ชีวิตตกล่วงหรือตายลง “อันนี้เรียกว่ามีหนี้กรรมกับมนุษย์ด้วยกัน”

            แม้แต่การที่เราล่วงละเมิด ผรุสวาทวาจา จาบจ้วง ลบหลู่ดูหมิ่นหรือสบประมาทต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพ-พรหม รวมทั้งท่านผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายก็เป็นกรรม และท่านเหล่านั้นบางท่านยังมิให้อภัย ยังไม่อโหสิกรรมแก่เรา ท่านเหล่านั้นยังคอยติดตามกลั่นแกล้งหรือทวงหนี้กรรมกับราอยู่ “อันนี้เรียกว่า มีหนี้กรรมกับสวรรค์หรือเทวดา”

            ผู้มีกรรมชั่วมาก เมื่อยังมีชีวิตอยู่สะสมบาป กระแสกรรมจะนำเอาดวงวิญญาณนั้นๆ ไปเสวยกรรมในภูมิของนรก-เปรต-อสุรกาย ทันที

            ส่วนผู้สั่งสมบุญเอาไว้มาก กระแสกรรมก็จะนำเอาดวงวิญญาณไอสู่สรวงสวรรค์ ภูมิของเทพและพรหม ตามลำดับแห่งความดีหรือบุญกุศล

             บางท่านเคยบ่นว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำชั่วทำบาปเลย ทำไมถึงต้องมาทุกข์ยาก ลำบากขนาดนี้ นั่นก็เป็นความจริงอยู่ ในชาติปัจจุบันท่านไม่ได้ทำกรรม บาปชั่วหนักหนาอันใดก็จริง แต่อดีตชาติที่ผ่านมา ท่านรู้ได้อย่างไรว่าทำอะไรไว้บ้าง        

             “สิ่งที่เราได้รับในปัจจุบัน คือเหตุจากอดีต

             สิ่งที่เรากระทำอยู่ในปัจจุบัน คือผลในอนาคต

             เราทำไว้เช่นไรต้องได้รับผลเช่นนั้น

             เรากำลังทำอะไรอยู่ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม

              ไม่มีใครรู้ แต่ “เรา” รู้ และกรรมรู้โดยละเอียด”

              ฉะนั้น เมื่อเรายังมีหนี้กรรมคั่งค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกับมนุษย์-เดรัจฉาน-เปรต-อสุรกาย-เทพ-พรหม ก็ดี เมื่อยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมอย่างจริงใจ ท่านเหล่านั้นยังอาฆาตพยาบาทอยู่ ยังทวงถามหนี้กรรมอยู่ จึงดลบันดาลกลั่นแกล้งให้เกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ต่างๆ นานา เช่น ทำให้เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ รักษาไม่หาย ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคและอาการแปลกๆ ทำให้เกิดอุบัติเหตุเภทภัยเฉียบพลันรุนแรง ทำให้ครอบครัวแตกแยก ร้าวฉาน ทำให้เกิดเหตุร้าย คดีความ คุกตะราง และแม้แต่ทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ ทำมาหากินไม่เจริญรุ่งเรือง จนกระทั่งถึงล้มละลาย บันดาลให้ประสบเหตุร้ายๆ เหตุทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะเจ้ากรรมนายเวรดลบันดาลให้ชีวิตและครอบครัวของเรามีอันเป็นไป ด้วยความอาฆาตพยาบาทและจองเวร เพื่ออยากจะสื่อให้เรารู้ว่า เรายังมีหนี้เวรกับเขาอยู่ เขาต้องการหนี้กรรมคืนจากเรา เราต้องชดใช้เขา แต่เขาไม่สามารถจะสื่อให้เรารู้ด้วยภาษาได้ จึงอาศัยการดลบันดาลเหตุต่างๆ ที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ คือกรรมอันมีเจ้ากรรมนายเวร คอยกลั่นแกล้งและทวงถามหนี้กรรมจากเราท่านทั้งหลายโดนเฉพาะ กรรมไม่ละเว้นใครทั้งสิ้น

           กรรมอีกนัยหนึ่งคือ กรรมอันไม่มีผู้คอยอาฆาตกลั่นแกล้งและทวงถามหนี้กรรม เป็นกรรมที่มิได้ล่วงเกินผู้อื่น เช่น กรรมอันเกิดจากการผิดจารีตประเพณีอันดีงาม เกิดจากการผิดศีลธรรม เช่น ผิดศีล 5 ศีล8 ศีล10 หรือศีล 227 (บางข้อ) ตัวอย่างเช่น ผิดศีล 5 ในข้อ 5 ห้ามดื่มสุราเมรัย ถ้าเราละเมิดศีลข้อนี้ก็ถือว่าผิดบาป แต่มิได้ละเมิดผู้อื่น เป็นแต่เบียดเบียนตนเอง จึงไม่มีเจ้ากรรมนายเวร แต่กระแสกรรมนั้นมีอยู่ จึงยังต้องรับกรรมเช่นกัน และผู้ทำอัตวินิบาต ทำร้ายทำลายชีวิตตนเอง นี่ก็ไม่ได้ล่วงละเมิดผู้อื่น แต่ก็ยังต้องรับกรรม กรรมอันเราได้ผรุสวาทวาจาด่าทอ ติเตียนหรือติฉินนินทาผู้บริสุทธิ์หรือผู้มีพระคุณ เช่น บิดา-มารดา-ครูบาอาจารย์ หรือภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลอันบริสุทธิ์ แม้กระทั่งการได้ประทุษร้ายต่อพระอรหันต์ก็ดี ท่าทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ มีจิตเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง บิดามารดาไม่อาฆาตบุตรอันเป็นที่รัก ครูบาอาจารย์ไม่อาฆาตศิษย์ ภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลไม่อาฆาตต่อสาธุชน ยิ่งพระอรหันต์เป็นผู้ไร้กิเลส คือ มลทิน ในดวงจิตย่อมไม่อาฆาตต่อสรรพสัตว์ ฉะนั้น เราได้ล่วงเกินท่านเหล่านี้ด้วยลักษณะและอาการเช่นใดก็ตาม ท่านไม่โกรธตอบ ไม่ทำร้าย ทำลายตอบ ไม่อาฆาต ไม่พาบาท ไม่จองเวร จึงเป็นกรรมอันไม่มีเจ้ากรรมนายเวร

             ฉะนั้นคำว่า “กรรม” ของพุทธศาสนา และคำว่าดวงชะตาหรือชะตากรรมของไสยศาสตร์โหราศาสตร์ก็คือ คำๆ เดียวกัน ความหมายเดียวกัน เพียงแต่ต่างความเข้าใจเท่านั้น

             ฉะนั้น เมื่อจะทำการชดใช้หนี้กรรม แก้ไขกรรมหรือปรับเปลี่ยนดวงชะตาจึงต้องอาศัยขั้นตอนและพิธีกรรมจากศาสตร์ทั้งสองฝ่าย คือพระพุทธศาสตร์และไสยศาสตร์โหราศาสตร์ เพราะศาสนาทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์และอิงอาศัยกันอยู่ตลอด

             เมื่อเราต้องการแก้ดวงชะตา ก็ต้องอาศัยโหราศาสตร์ โดยการตรวจดูดวงชะตาเราว่าในดวงชะตาของเรามีดวงเจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติอยู่เท่าไร กี่ดวง (เป็นตัวเลขแทนเจ้ากรรมนายเวร) เป็นสูตรลับเฉพาะของผู้สืบทอดมาเท่านั้น และดวงเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นส่งผลให้โทษต่อเจ้าของชะตาแบบไหน อย่างไร เช่น ส่งผลในเรื่องของสุขภาพหรือการเจ็บป่วย ส่งผลทางอุบัติเหตุอันตราย ส่งผลทางความร้าวฉานของครอบครัวหรือญาติมิตรส่งผลทางตัดรอนความเจริญรุ่งเรือง

             ส่งผลทางการทำมาหากินฝืดเคือง ส่งผลทางก่อเกิดศัตรู ส่งผลทางถูกหลอก ถูกโกง หรือธุรกิจล้มละลาย และในพื้นดวงแต่ละท่านยังมีจุดบอดจุดเสียของดวงชะตาอีก เรียกว่า จุดมรณะ ถ้าในดวงชะตานี้มีดาวมรณะหรือจุดมรณะจับอยู่ในจุดใด จุดนั้นก็จะเป็นจุดบอดจุดเสียทันที และถ้ามิได้แก้ไขให้ถูกต้องตามพิธีกรรมก็จะกลายเป็นจุดเสียไปตลอดชีวิต

             และเมื่อได้ทำการตรวจดวงชะตาจนรู้แน่นอนแล้วว่า ในพื้นดวงโดยรวมของเราบกพร่องตรงไหน ต้องแก้จุดใด จึงจะสามารถแนะนำการแก้ไขให้ถูกต้องได้

             และการที่จะแก้ไขให้ได้ผลจริงและถูกวิธีการ ก็ต้องอาศัยบุญกุศลอันบริสุทธิ์ (ต้องเป็นบุญอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เชิงธุรกิจ) และต้องถูกต้องตามพุทธบัญญัติ ทั้งขั้นตอนพิธีกรรมและเวลา

          บุญอันบริสุทธิ์และถูกต้องในพระพุทธศาสนานั้นก็มีหลายประการแต่ในที่นี้ก็จะขอกล่าวเพียงแค่สองวิธีเท่านั้นที่ใช้ในการประกอบพิธีแก้ไขดวงชะตา(มีต่อ)

 

                                                                           อาจารย์ คมเดชบ้านหมอดู

                                                                             มือถือ    096-6364945

                                                       รับปรึกษา ดวงชาตา ทางโทรศัพท์ ส่วนตัว   ทาง E-MAIL  

Visitors: 44,833