-เล่าเรื่องโหราศาสตร์

เล่าเรื่องโหราศาสตร์


            ในสัปดาห์นี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกมาก มีแต่คนโทรศัพท์และเขียนจดหมายมา เพื่อขอสมัครเรียนโหราศาสตร์ โดยอ้างว่าผมเปิดรับสมัครแล้ว  ไม่ทราบว่าได้ข่าวกันมาจากไหน มีหลายคนเดินทางมาถึงบ้านเพื่อมาสมัครเรียน เลยพอมีโอกาสนั่งพูดคุย ไต่ถามความรู้และประสบการณ์กัน หลังจากการพบปะพูดคุยกับท่านที่ตั้งใจมาสมัครเรียนแล้ว ทำให้ผมเห็นวิวัฒนาการทางโหราศาสตร์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ท่านที่มาพบผมส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานมาบ้างแล้ว หลายท่านก็มีความสามารถถึงขั้นพยากรณ์ได้แล้ว อาจจะขาดไปก็แต่ในเรื่องความชำนาญ สิ่งที่ผมสังเกตุพบก็คือรูปแบบการพยากรณ์ในยุคนี้ เริ่มหันไปสู่ระบบการพยากรณ์ โดยใช้ระบบภพสัมพันธ์กันมากขึ้น ที่เป็นต้นแบบการเรียนในลักษณะนี้ ก็น่าจะมาจากหลักวิชาที่ท่านอาจารย์อรุณ ลำเพ็ญท่านถ่ายทอดไว้ โดยเฉพาะเอกสารการสอนทางไปรษณีย์ของท่าน ที่ยังพอมีหาซื้อขายกันในแวดวงการโหราศาสตร์อยู่ แต่ก็เป็นฉบับถ่ายเอกสาร

            การเรียนโหราศาสตร์ในยุคนี้มีความสะดวกมากกว่าแต่เดิม  มีโปรแกรมสนับสนุนทั้งรูปแบบซีดีที่ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ pc หรือจะเป็นเครื่องคำนวณของ casio ก็ตาม การศึกษาในระยะหลังๆมามักจะเป็นคนที่มีอายุไม่มากนักเป็นนักศึกษาโหรรุ่นใหม่ๆ อายุประมาณต่ำ 30 ปีกันแทบทั้งนั้น ระดับการศึกษาก็ค่อนข้างสูงอย่าน้อยก็ปริญญาตรีกันหมด

            มีข้อสังเกตุของผมอยู่อย่างหนึ่ง น.ศ.โหรรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มีโอกาสได้ศึกษาตำรับตำราของคนรุ่นเก่าๆ ตำราที่มีในปัจจุบันก็เป็นของอาจารย์รุ่นใหม่ๆเขียนและเปิดสอนทั้งสิ้น  รูปแบบการพยากรณ์ก็เริ่มต่างจากสมัยที่ผมศึกษา แต่ก็ไม่ใช่ไม่ดี  เพียงแต่ว่าการศึกษารุ่นใหม่ขาดความละเมียดละมัย ขาดความเข้าถึงศิลปะในการพยากรณ์ในแบบคนรุ่นก่อน  สิ่งที่พิสูจน์เห็นได้ชัดคือรูปแบบการพยากรณ์ในสมัยนี้ เป็นการพยากรณ์ในลักษณะผสมผสานเป็นระบบอายุจรทางจักราศีทั้งสิ้น  รูปแบบนี้เท่าที่ทราบก็มี 4 แบบ คือแบบที่เปิดตัวก่อนก็น่าจะเป็นแบบของ อาจารย์.พ.อ.(พิเศษ)เอื้อน มณเฑียนทอง  เป็นแบบดาววันเกิดจร  ถัดมาก็เป็นของ ท่านอาจารย์อรุณ ลำเพ็ญ ควบคู่มากับ อ.ประทีป อัครา  สุดท้ายที่กำลังอยู่ในช่วงเผยแพร่ก็น่าจะเป็นของ อ.ทวีทรัพย์ เรืองกลิ่น เป็นแบบพาราณสี  ทั้งสี่แบบนี้เป็นการพยากรณ์แบบอาศัยรูปแบบการพยากรณ์ในแบบ อายุจรตามจักราศีทั้งสิ้น  วิธีการพยากรณ์ก็คงไม่มีความลับอะไร พอจะหาเอกสารมาศึกษากันได้ เพราะมีการถ่ายแจกกันเสมอในหมู่นักศึกษาโหรรุ่นใหม่ๆ ส่วนความลึกซึ้งของตำรานั้น ก็คงยากที่จะเข้าถึง เพราะท่านที่กล่าวมา มีเหลืออยู่สองท่าน คือ อ.ประทีป แต่ท่านเลิกสอนไปแล้ว และท่านอ.ทวีทรัพย์ เรืองกลิ่น ท่านนี้ไม่แน่ใจว่าเปิดสอนอยู่หรือเปล่า

            ส่วนอีกระบบหนึ่งเป็นการพยากรณ์โดยอาศัยทักษาพยากรณ์  ในส่วนตัวผมจะเรียกระบบนี้ว่า โหราศาสตร์คลาสสิค หรือเป็นโหราศาสตร์ยุคดั้งเดิม นักเรียนโหรรุ่นใหม่ๆหาคนเข้าถึงยาก เพราะอาจารย์ที่ใช้กันอยู่จนโด่งดัง ที่พอจะทราบก็ได้แก่ ท่าน อ.เชย บัวก้านทอง  อ.จำรัส ศิริ  อ.อรุณ  เทศถมทรัพย์(สิบลัคนา) อ. เทอม เสตะกสิกร ท่านเหล่านี้ปัจจุบันก็เสียไปหมดแล้ว ที่ยังพอมีชีวิตอยู่ก็ชราจนไม่สามารถเปิดสอนไหวแล้ว และโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็หมดไป

            โหรรุ่นใหม่(เฉพาะวัยไม่เกิน 35 ปี) เวลาพูดถึงทักษาจะปรามาสวิชาประเภทนี้  เป็นแบบหลักวิชาไดโนเสาเต่าล้านปี อะไรแบบนี้ แม้แต่ที่มีการเปิดสอนก็ยังมีการถ่ายทอดอบรมก็ยังมีการพูดกันแบบนี้ วิชาทักษา อินทภาษบาทจันทร์ นวางศ์จักร์ กาลจักรลัคน์จร ฯลฯ ยังเป็นวิชาที่ได้ผลดีอยู่ แต่ขาดคนถ่ายทอดอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ส่วนคนที่เรียนมาก็อ่านจากตำรา แล้วทึกทักว่ารู้แจ้งเห็นจริง พอใช้ไม่ได้ผลก็อ้างว่าวิชาเหล่านี้ใช้ไม่ได้ จนแทบกล่าวได้ว่ามีการรณรงค์ให้เลิกใช้วิชาที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยเราไปเลย และกำลังเป็นกระแสแรงขึ้นเรื่อย ๆ

            วิชาพยากรณ์นั้นเป็นหลักวิชาที่เป็นสถิติ เป็นข้อสังเกต และเป็นกฎในการพยากรณ์ หลักทุกข้อในโหราศาสตร์ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ยกตัวอย่างเห็นได้ง่ายๆก็คือ ปัจจุบัน คนเราไม่จำเป็นว่าดวงเป็นพินทุบาทว์ ถึงมีโอกาสหย่าร้าง หรือต้องเข้ากฎดาวคู่ชู้ถึงจะวุ่นวายเรื่องชู้สาว กฎบางกฎไม่สามารถนำมาใช้ในปัจจุบันเพราะค่านิยมในสังคมเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างว่าผู้ใหญ่ในสมัยก่อนมักจะให้พรว่าขอให้เรียนสูงๆจะได้เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจ แต่ในยุคนี้ก็เปลี่ยนไปเป็น ขอให้รวยๆแทนแล้ว  สมัยก่อนข้าราชการไปขอลูกสาว แม่ยายก็จะดีใจได้ปลื้มว่ามีโอกาสได้ลูกเขยท้าวพระยานาหมื่นนาแสนกันแล้ว แต่พอมาถึงยุคปัจจุบันมันก็ต่างกันไป ไม่ต้องยกคนอื่นคนไกล เอาแค่เรื่องส่วนของตัวผมตอนไปขอแม่บ้าน  ท่านแม่ยายถามว่าทำอะไรล่ะลูก พอบอกว่าเป็นอาจารย์สอนนักเรียนครับ ท่านถึงกับอึ้งแล้วถามว่าจะอยู่กินกันยังไงล่ะตอนมีลูกมีเต้า  แต่ท่านก็ใจดีให้โอกาสว่า ลูกเอ่ยถ้าไม่ไหวก็มาอยู่กับแม่นะที่นาเรามีมากมายพอทำกินให้ลูกเต้ามีโอกาสเรียนกันสูงๆได้  (ท่านน่ะคิดผิด ผมน่ะถ้าจะให้ทำสวนน่ะไม่ไหว คือไปยกจอบฟันดินมีหวังต้องไปนวดแผนโบราณเป็นอาทิตย์ แฮะๆ แต่ถ้าให้จัดสรรค์ล่ะก็เป็นเรื่องถนัดจริงๆ) เพราะฉะนั้นทายอาทิตย์ให้ทายยศศักดิ์มาผงาดในสมัยนี้ไม่ได้แน่ๆ   แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นทายโภคทรัพย์ทายกามกิเลสให้ทายศุกร์พอจะเข้ายุคเข้าสมัยจริงๆ

            วิชาการมันก็เหมือนกฎอนิจจังทางหลักพุทธศาสนา มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นนิรันดร์(เฉพาะเรื่องสถิติการพยากรณ์นะครับ) วิวัฒนาการย่อมต้องเกิดขึ้นเสมอแม้แต่ในวงการศึกษาในแวดวงของผม เมื่อก่อนผมต้องบังคับให้ลูกศิษย์ท่องสูตรท่องสมการทางคณิตศาสตร์ แต่ปัจจุบันห้ามบังคับให้ท่อง แต่ให้เข้าใจเอง การสอนที่มีเพียง 18 สัปดาห์ แต่ต้องเรียนเนื้อหาให้เข้าใจเอง ปัจจุบันนักศึกษาก็เรียนได้แค่ 1 + 1 เป็นสอง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น 1 + 0.1 แกจะถามทันทีว่าอะไรครับ และยังยืนยันที่จะตอบเป็น 2 อย่างเดิม เด็กโตที่ผมสอนในปัจจุบันท่องสูตรคูณไม่ได้แล้ว แต่ใช้เครื่องคิดเลขกันหมด นี่เป็นอนาคตของชาติ การศึกษาต้องเริ่มที่การท่อง จำ เลียนแบบ และก้าวไปสู่การประยุกต์ โหราศาสตร์ก็เช่นกัน ต้องเริ่มจากการท่อง จำ เลียนแบบ จนเกิดความชำนาญ แล้วจึงถึงขั้นพัฒนา ปรับปรุง ไปสู่การประยุกต์ และต่อยอดทางวิชาการที่ท่านนายกคนปัจจุบันเรียกว่า การ top up ในด้านภูมิปัญญา

            นักโหราศาสตร์รุ่นใหม่เมื่อเรียนวิชาโหราศาสตร์มาแล้ว ก็มักจะบอกว่าของไทยดีกว่าของต่างชาติ แบบไม่ลืมหูลืมตา พอเห็นคนใช้ความรู้ทางสากลมาปนก็มักจะมีการส่อเสียด หรือบางทีถึงกับโจมตีหลักวิชาของคนอื่น ผมเปลี่ยนมาใช้ปฏิทินทางดาราศาสตร์สากลของอาจารย์เทพย์ วางลัคนาแบบนักกษัตร์ คนที่รู้เข้า บางคนยังไม่เคยถามเหตุผลว่าทำไม ก็โจมตีผมเสียแล้ว ถ้าเรายังเป็นอยู่อย่างนี้เวลาเราปวดหัว ก็คงต้องไปกินฟ้าทลายโจร หรือบอระเพ็ด แล้วไปวัดรดน้ำกันคุณไสย์เข้าตัวแบบเดิมๆ คงไม่ต้องหันไปกินพาราเซทตามอลแล้วไปหาหมอคลีนิค  โหราศาสตร์ไทยไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่ถูกนำมาพัฒนาปรับปรุงจนเป็นเอกลักษณ์แบบไทยจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ถ้าโหราศาตร์ไทยดั้งเดิมไม่ดีประวัติของโหรคงไม่ได้บันทึกไว้เป็นหลักเป็นฐานจนถึงปัจจุบันหรอก  ถ้าไม่มีหลุยส์ปลาสเตอร์ในวันนั้น วันนี้ก็คงไม่มีการรักษาโรคด้วยวิทยาการใหม่ๆที่ได้ผลเหมือนทุกวันนี้ และความเจริญทางการแพทย์ยุคนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไปปรามาสท่านหลุยส์ปลาสเตอร์ได้ว่าเก่งแค่รู้จักเชื้อโรค แต่รักษาโรคแบบคนยุคนี้ไม่ได้ แล้วพาลมาสรุปว่าสิ่งที่ท่านหลุยส์ ปลาสเตอร์พบนั้นโบราณล้าสมัย  คนเราในยุคนี้ไม่ได้เก่งเพราะความสามารถของตนเอง แต่เก่งขึ้นมาเพราะเรียนรู้สิ่งที่บรรพบุรุษเรากรุยทางไว้ให้ แล้วเราก็เสริมต่อปั้นแต่งให้มีความวิจิตรพิศดารมากขึ้น  แต่รากฐานนั้นเราเป็นหนี้บุญคนคนรุ่นเก่าจนไม่รู้ว่าเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่  เหมือนหนึ่งว่าเราจบปริญญาตรีได้ในวันนี้ ก็เพราะเราอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือเป็นตั้งแต่ครูอนุบาลและครูประถมสอนสั่งมา เราจึงมีวันที่เราจบปริญญา  คนเรานั้นรับบุญคุณกันมาแต่แรกเกิด ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่รับบุญคุณเขามาแต่แรกเกิดหรอกท่านผู้อ่านว่าจริงไหม ถ้าการเรียนรู้โหราศาสตร์ในแบบเดิมๆไม่มีการประยุกต์เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน ผมก็เชื่อว่าคนยุคนี้ก็คงไม่มีคนคิดที่จะเรียนหรือดูดวงหรอกครับ ทุกสิ่งต้องปรับปรุงและพัฒนาถ้าอยู่นิ่งกับที่ก็จะถอยหลัง แต่การปรับปรุงหรือพัฒนาก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ปรับปรุงให้มั่นใจก่อนจึงนำมาใช้ เลิกเสียเถิดที่จะมีแต่ฐิทิคิดว่าโหราศาสตร์ไทยเราเก่งที่สุดโดยเรายังย่ำอยู่กับที่ เราอย่าได้ดูถูกกันเองด้วย เหมือนปัจจุบันนี้ คนเรียนโหราศาสตร์ดูถูกคนเรียนเลข ๗ ตัว คนเรียนยูเรเนียนดูถูกคนเรียนโหราศาสตร์ไทย แล้วคนเรียนระบบภพดูถูกคนเรียนทักษาพวกเราเป็นอะไรกันแบบนี้แหละ ทุกวิชาย่อมมีจุดเด่นของเขาเองไม่แน่จริงคงไม่มีคนสืบทอดต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ท่านว่าจริงไหม

            วันนี้ไม่รู้ว่าของขึ้นอะไรเขียนไปได้เรื่อยเปื่อย อาจจะเป็นเพราะระหว่างที่เขียนอยู่ มีฝนตกหน้าบ้าน ทำให้ถนนหน้าบ้านเปลี่ยนเป็นคลองไปจนได้ ตอนซื้อก็พยายามเลี่ยงน้ำอยู่แล้วนะ ในโปรชัวร์ตอนซื้อ ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นบ้านริมน้ำนี่นา  เรียกว่าบรรยากาศพาไปจริงๆ  วันนี้ตั้งใจเขียนเรื่องโหราศาสตร์ดั้งเดิม เพราะมีจดหมายอยู่หลายฉบับที่ส่งมาถึงผม อยากให้ผมเขียนขยายหลักวิชาในชุดทักษาในหนังสือเทคนิคพยากรณ์ให้ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการอ่านดาวจรขอให้มีรายละเอียดชัดเจนมากที่สุด

            ระยะหลังๆผมได้มีการปรับปรุงรูปแบบการพยากรณ์ โดยเฉพาะการนำหลักวิชาที่เรียนในสมัยแรกเริ่มกับหลวงตามารื้อฟื้นปรับปรุงใหม่ และมีการนำมาใช้สอนเป็นครั้งแรกไปจนจบรุ่น และได้ร่วมกับลูกศิษย์บางคนมาร่วมกันศึกษาทดสอบและทำสถิติดู ในปัจจุบันผมพอมีสถิติของดวงชะตาอยู่ในมือมากพอสมควร ทำให้สามารถใช้เป็นข้อมูลค้นคว้าศึกษาเปรียบเทียบได้ดีขึ้น  ทำให้การศึกษาทำได้ดีกว่าในสมัยอดีต มีหลายเรื่องที่ได้เห็นข้อบกพร่องในการพยากรณ์ ส่วนมากก็จะเกิดจากที่เราไม่เข้าใจหลักวิชาอย่างถ่องแท้ ความเข้าใจก็เป็นเพียงผิวเผิน เมื่อมาเปรียบเทียบกับดวงจริงๆที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำให้รู้ว่าความบกพร่องอยู่ที่ส่วนไหน แล้วก็ปรับปรุงใหม่ ผมเริ่มนำหลักวิชาดั้งเดิมมาทยอยเขียนเผยแพร่มาตามลำดับ และอีกเรื่องหนึ่งที่จะเขียนในฉบับนี้ก็เป็นเรื่องการใช้ทักษาพยากรณ์

            ระบบทักษานั้นมีวิธีการหลายแบบและก็มีความแม่นยำไม่สู้ต่างกันมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชำนาญของผู้ศึกษาเอง ว่าจะสามารถเรียนรู้และเข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน วิชานี้ค่อนข้างง่าย และการนำมาใช้ก็คุ้มค่าทีเดียว การนำทักษามาใช้นั้นมีรูปแบบมากมาย และเอนกประสงค์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาฤกษ์ ตั้งชื่อ  เลือกชัยภูมิ  พิธีกรรม และการพยากรณ์พื้นดวง แล้วยังก้าวข้ามไปถึงเรื่องเลข ๗ ตัว ๘ ตัว ลายมือก็มีครับ

            วิธีการต่างๆเชื่อท่านผู้อ่านโหราศาสตร์ทุกท่านน่าจะมีกันเกือบทุกคนแล้วนะครับวันนี้เราจะใช้

         ทักษากันแบบเทคนิคพยากรณ์เพื่อรื้อฟื้นความหลังของหนังสือเล่มแรกที่ผมเขียน

         ดวงนี้มาปรึกษาผมเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 46 นี่เองเกิดวันพุธ  อายุย่าง 42 ปี  ดาว ๕ เสวยอายุไปแล้ว 15 ปี นับทักษาจากดาว ๕ ไป จะตกภูมิดาว ๔ ภูมิเดียวกับวันเกิด  หลักการพิจารณา  

  1. ดาว ๔ เป็นดาวที่มีอิทธิพลประจำปีนี้ และมีความหมายถึงบริวาร ซึ่งครอบคุมไปถึงเรื่องราวที่เข้ามาเกี่ยวข้องประจำปีนี้ด้วยเช่นกัน
  2. ดาว ๘ เป็นดาว ศรีประจำปี ซึ่งบอกถึงเรื่องดีๆที่จะเกิดในปีนี้
  3. ดาว ๓ เป็นกาลกิณี เป็นตำแหน่งบอกถึงเรื่องเสียในปีนี้

       ขั้นตอนการพยากรณ์

  1. ดาว ๔ เป็นเจ้าเรือนปัตนิและกัมมะ ในปีนี้เจ้าตัวจะมีเรื่องงาน คู่สัญญาเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญประจำปีนี้  ดาว ๔ ไปอยู่ในเรือนดาว ๕ เป็นเดชจึงหมายถึงความก้าวหน้า ชื่อเสียง หรือความเจริญในเรื่องงาน และดาว ๕ เจ้าเรือนไปอยู่ในเรือนดาว ๗ภูมิอายุ และเป็นเจ้าเรือนสหัชชะ จึงหมายถึงเรื่องการเจรจาต่อรองในเรื่องการงาน
  2. ในราศีมีนดาว ๓ กาลีกุม ดาว ๔ เป็นคู่วาทะ ดาว ๓เป็นกาลี จึงหมายถึงความขัดแย้งในเรื่องการเจรจา ในเรือนพันธุและเป็นเดช จึงหมายถึงในเรื่องกิจการของเขา  ดาว ๓ ทำมุมถึงดาว ๒ ในตำแหน่งองค์เกณฑ์ ดาว ๒ เป็นมนตรี ในภพปัตนิ  จึงหมายถึงเป็นปัญหาถึงเรื่องผู้หลักผู้ใหญ่ในภพปัตนิจึงเป็นเรื่องผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นคู่สัญญา ด้วย
  3. ดาว๔ กุมดาว ๑ อุตสาหะ ซึงเป็นเจ้าเรือนศุภะ จึงหมายถึงงานที่เสียหายนั้นเป็นงานระหว่างประเทศ หรือคู่ค้าเป็นต่างชาติ กาลีร่วม เป็นดาวคู่ศัตรู เรื่องจึงแก้ไขได้ยาก
  4. หันมาดูดาวศรี  ๘ เป็นศรีในภพมรณะ เรือนมนตรี ความช่วยเหลือคงมียาก เพราะเป็นภพมรณะ แถมเมื่อพิจารณาดาว จร  ๘ ยังอยู่ภพอริเป็นนิจ
  5. มาพิจารณาดาวจร โดยดูเรื่องเสียหายจากดาว ๓ กาลีจรร่วมดาว ๐ เข้าภพสหัชชะ ทับดาว ๕ เดช ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกำลังเกิดขึ้น ดาว ๕ เดชก็จรเข้าภพมรณะเรือนมนตรี เรื่องจึงไม่ได้รับการผ่อนปรนเลย ดาว ๗ จรทับดาวมนตรีในเรือนปัตนิ ดาว ๗ + ๒ เป็นดาวคู่แตกแยก  ดาว ๗ เป็นเจ้าเรือนกดุมภะ ข้อตกลงทางการเงินกับคู่สัญญาจึงเป็นว่ามีเหตุให้แตกแยกกัน
  6. เมื่อดาว ๓ กาลียกเข้าราศีมีน ทับดาว ๑ ๓ ๔ เมื่อนั้นก็จะถึงขั้นแตกหัก กิจการที่ร่วมกันต้องแตกแยกลง และเป็นความกันขึ้น เนื่องจากเข้าเรือนเดช 
  7. ช่วง 6 ก.ย. 46 นี้ดาว ๘ ศรีจรเข้าเรือน ๓ กาลีในภพปุตตะ ราศีเมษ จะมีการร้องเรียกความเสียหายเกิดขึ้นจากคู่สัญญา  แต่เนื่องจาก ๘ และ ๓ เป็นคู่ธาตุกันเรื่องก็เสียหายมาก และเป็นเรื่องยาวนาน แต่ก็พอมีโอกาสที่จะไกล่เกลี่ยได้บ้าง

ดวงนี้มาพบผมเรื่องที่ตนเองทำผิดเงื่อนไขการค้าร่วมกับบริษัทในต่างประเทศ ทำให้เกิดการพิพาท

กันขึ้น  ทำให้ฝ่ายคู่ค้าต่างประเทศระงับการส่งสินค้ามาให้ และมีการตั้งทนายเตรียมการฟ้องร้องในเรื่องการผิดสัญญา ซึ่งก็เป็นเงินก้อนที่ใหญ่มาก  จนเจ้าตัวกังวลว่าไม่สามารถที่จะประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นไปได้ และก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ช่องทางการประนีประนอมก็พอมีโอกาส แต่คงต้องชดเชยคู่ค้าพอสมควรที่เดียว

         การพยากรณ์โดยระบบทักษานั้นมีข้อดีตรงที่ว่าสามารถกำหนดเรื่องดีหรือเรื่องร้ายออกจากกัน เพราะเราสามารถแยกการพยากรณ์ออกจากกันได้โดยเด็ดขาด เช่น กาลีก็เป็นเรื่องไม่ดีส่วนศรีก็เป็นเรื่องในทางทีดี นอกจากนั้นแล้ว เรายังมีเคล็ดลับในการใช้ทักษาอีกเล็กๆน้อยๆ  ดังนี้

  1. การให้คุณให้โทษของทักษาและความหมายของทางทักษานั้นอิงเรื่องนิทานชาติเวรอยู่เป็นอันมาก ลักษณะเรื่องที่เกิดมักจะคล้ายกับเรื่องในชาติเวร ท่านที่สนใจเรื่องทักษาน่าจะลองไปหาอ่านดูนะครับ
  2. การให้คุณและโทษในระบบทักษานอกจากข้อ 1 แล้ว เรายังต้องพิจารณาดาวใหญ่ 4 ดวง คือ ดาว ๕ ๗ ๘ และ ๐  เมื่อดาวศรีหรือกาลีเป็นดาวใหญ่ ๕ ๗ ๘ การให้คุณให้โทษจะมากกว่าธรรมดา
  3. ในกรณีที่ภูมิทักษากาลีหรือศรี เป็นดาว เล็กคือ ๑ ๒ ๓ ๔ ๖  การให้คุณให้โทษมีโอกาสที่จะรุนแรงได้เช่นกัน แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าดาว เหล่านั้น ถูกดาวใหญ่สัมพันธ์ถึง โดยบาปเคราะห์จะสนับสนุนในเรื่องกาลีให้ผลรุนแรงขึ้น และดาว ศุภเคราะห์ หรือคู่มิตรกับดาวศรีจะทำให้ดาวศรีเล็กๆนั้นให้คุณมากขึ้นเช่นกัน
  4. การใช้ทักษาจำเป็นต้องใช้มุมสัมพันธ์ กุม เล็ง องค์เกณฑ์ ตรีโกณฑ์  โยค เกณฑ์พิเศษของดาว ๓ ๕ ๗

และทั้ง 4 ข้อนี้เป็นหลักที่คนใช้ทักษาจะต้องทำความเข้าใจให้ดี ถ้าเข้าใจดี คุณจะไม่ต้องลังเลเวลา

         ใช้ทักษา และผลการพยากรณ์ของคุณจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน คราวหน้าจะมาต่อยอด top up  kwonlage

********************************************************

 

                                                                          อาจารย์ คมเดชบ้านหมอดู

                                                                          มือถือ    096-6364945

                                                  รับปรึกษา ดวงชาตา ทางโทรศัพท์ ส่วนตัว   ทาง E-MAIL   

Visitors: 44,832